A-C-01<br>Expired::
A-C-02<br>Expired::
A-C-03<br>Expired::
 
[Trip Reviews]
 
HDP in California Part 2
By Lee
DATE: 2011.11.07
VIEW: 2635
POST: 1
 



เช้าวันที่ 2 ของการเดินทาง...


เมื่อคืนพักอยู่ที่ Rodeway Inn ก่อนนอนซัด Jack in the Box เบอร์เกอร์สุดมันเข้าไปอีกก้อนเลยหลับสบาย

 


โรงแรมลักษณะนี้มีอยู่เต็มไปหมดครับ ราคาไม่แพงมีตั้งแต่ 45 - 120 เหรียญ เหมาะมาก ๆ สำหรับการเดินทางแบบไม่ต้องจองที่พักล่วงหน้า


Dodge Charger สีแดง เดี๋ยวกลับมาค่อยมาเปลี่ยนเป็นขับรถยนต์แทน


ถนนด้านหน้าโรงแรม... ถนนที่อเมริกาตอนนี้อยู่ในสภาพไม่ค่อยดีครับ จะมีรอยแตก รอยปะ ร่องถนน เต็มไปหมด สงสัยอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเลยไม่มีงบซ่อมบำรุง

ช่วงเช้าที่ LA อากาศไม่ร้อน อยู่ที่ประมาณ 20 องศา กำลังสบาย ๆ



Eagle Rider เปิดให้บริการตั้งแต่ 9 โมงเช้า มาถึงก็มีคนเข้ามาใช้บริการกันอยู่แล้วครับ


ที่นี่เขาก็มีสินค้าในแบรนด์ Eagle Rider วางขายด้วยเหมือนกัน



ใครที่ไม่ได้พกอุปกรณ์ขับขี่มา ก็มาหาเช่าได้ที่นี่ครับ หมวก, แจ๊กเก็ต, ถุงมือ, GPS มีครบทุกอย่าง



แต่ถ้าตั้งใจมาขี่แล้ว ผมว่าเตรียมเอามาเองดีกว่า วันที่ไปรับรถ มีชาวต่างชาติมาเช่ารถกันเยอะมากครับ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวยุโรป ถ้าจะไปเช่ารถ แนะนำให้จองไปล่วงหน้า เดี๋ยวจะไม่มีรถให้ขี่ถ้าเดินเข้าไปเช่าเลย

อีกแหล่งหนึ่งที่เช่ารถได้และราคาดีกว่า ก็คือ บรรดาดีลเลอร์ทั้งหลายที่มีบริการ HD Rental อย่างคัน Electra ที่ผมเช่า ต่อวันอยู่ที่ประมาณ 185 เหรียญ แต่ลองเช็คกับ Glendale จะอยู่ที่ประมาณ 140 เหรียญ ปัญหาคือ Dealer ในละแวกสนามบินไม่มี ต้องขับรถออกไปประมาณ 20 นาที เลยไม่ค่อยสะดวกถ้าต้องคืนรถแล้วขึ้นเครื่องกลับ




เซ็นต์เอกสารเรียบร้อย ก็ออกมารับรถด้านนอก คราวนี้เช่า Electra Glide ปี 2010 ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะเช่า Ultra แต่ที่สาขานี้ไม่มี ถ้าจะเอาจริง ๆ ต้องขับไปเอาอีกสาขาร่วม 30 นาที สภาพรถของที่นี่ก็พอไหวครับ วิ่งดี ไม่มีอาการอะไร แต่มีรอยทั่วตัวสมกับเป็นรถเช่าจริง ๆ



ก่อนออกเดินทางต้องหาเครื่องมือสื่อสารติดตัวเอาไว้ก่อน อุตส่าห์ไปซื้อซิมของ Simple Mobile เอามาใช้กับ Iphone แต่ดันไม่มี 3G เลยต้องแวะร้าน Verizon แถว ๆ Inglewood ซื้อเครื่องใหม่ซะเลย ระบบของ Verizon เป็น CDMA ที่ไม่มี ซิม จะเอามาใช้บ้านเราก็ไม่ได้ แต่ของเจ้านี้เขามี Prepaid Package ที่ใช้ 3G ได้ เอาไว้งวดหน้ามาจะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อซิม



ตอนนี้เกือบ ๆ 11 โมงเช้า โอกาสที่จะถึง San Francisco ตอนเย็นเริ่มเลือนรางเข้าไปทุกที



เจ้าหน้าที่ประจำร้านอัธยาศัยดีกันทุกคนครับ พอรู้ว่าผมมาจากเมืองไทย มาเช่ารถขี่จะขึ้นไป San Francisco คนเดียว แต่ละคนเลยรีบให้ข้อมูลกันใหญ่ มีอยู่คนหนึ่งขี่ HD เหมือนกัน เป็น Nightster ใส่ท่อ Big Radius ซะด้วย คราวนี้เลยคุยกันยาว


ก่อนออกเดินทาง แทบทั้งร้านตามออกมาส่งกันเป็นกระพรวน บางคนก็แนะนำให้แวะเมืองนู้นเมืองนี้ บางคนก็บอกว่าร้านนี้อาหารอร่อย ต้องแวะให้ได้นะ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำและข้อมูลครับ ไว้ครั้งหน้าต้องแวะมาซื้อ Package โทรศัพท์ที่สาขานี้... แต่พอหันมาดูนาฬิกา ขณะนี้เกือบเที่ยงวันเข้าไปแล้ว ซวยหล่ะสิ!!! ยังไม่ได้ออกจาก LA เลย แล้วจะไปแวะได้ยังไงหมดล่ะเนี่ย!!



และแล้วก็ได้เริ่มต้นออกเดินทางกันซักที...

เส้นทางที่เราจะวิ่งกันวันนี้ ตอนแรกว่าจะวิ่งเลียบมหาสมุทรตลอดทาง แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เวลาไม่พอครับ
ถ้าจะวิ่งเลียบทะเล คงจะต้องออกกันตั้งแต่ 7 โมงเช้า



บริเวณแฮนด์มีทั้ง GPS, Iphone, กล้อง Sony แถมด้านหน้าใส่ Go Pro เอาไว้อีกตัว


ช่วงเริ่มต้นของการเดินทาง ขี่ขึ้น Freeway มุ่งหน้าไป Santa Barbara ที่นี่รถมอเตอร์ไซค์มีศักดิ์เท่ากับรถยนต์ 1 คัน จะขี่เลนไหนก็ได้ครับ แถมด้วยอภิสิทธิ์พิเศษ ขี่เข้าเลนซ้ายสุดที่เป็น Car Pool Lane ได้ด้วย สังเกตุดูพื้นถนน ขี่ช่วงแรกไม่คุ้นเอาซะเลย พื้นเป็นร่องยาว คล้าย ๆ กับบ้านเราเวลาลอกถนนเตรียมเทพื้นใหม่ แต่ไม่ลึกเท่า เวลาขี่มันจะดูดนิด ๆ กับการขี่รถสลับด้าน เวลามองกระจกเลยต้องมองซ้ายเป็นหลัก


ขี่มาจนถึง Lompoc แวะลงจาก Freeway หาของกันซะก่อน เพิ่งสังเกตุเห็นว่า Go Pro แบตฯ หมดไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก เพราะเล่นเปิด LCD Back Pac ค้างเอาไว้



รถของที่นี่มีแต่ไซซ์ใหญ่ ๆ ทั้งน้าน เครื่องซีซีสูง เปลืองน้ำมันสุด ๆ แหล่งเผาผลาญพลังงานโลกตัวจริง


ระหว่างทาง ผ่านมาเจอ Honda Fury พอดี น่าขี่เหมือนกันครับ


บรรยากาศแบบ California ตัวจริง ต้นมะพร้าวสูง ๆ ติดชายหาด... เสียดายที่อากาศร้อนไปหน่อย



แวะกินข้าวกลางวันที่ Lompoc แต่ดูเวลาแล้วน่าจะเป็นมื้อบ่าย เกือบ ๆ บ่าย 2 เข้าไปแล้วครับ



ร้านนี้น่าจะเป็นร้านเก่าแก่ของเมือง ของแต่งเต็มร้านไปหมด


อ่านดูเมนู ว่าจะหาข้าวผัดกระเพราเผ็ด ๆ กินซะหน่อย... แต่สุดท้ายมาจบที่  Western Burger มีซอสให้จิ้มซะด้วย



ก่อนออกเดินทางกันต่อ เลยขอให้เจ้าของร้านถ่ายให้ซักหน่อย เสื้อหนังที่ใส่เป็นรุ่น Perforate เจาะรูพรุนระบายอากาศ เหมาะสำหรับอากาศร้อน ๆ แถบนี้จริง ๆ แต่พอตกเย็น ขึ้นเหนือไปเรื่อย ๆ อากาศเริ่มหนาว เริ่มเอาไม่ค่อยจะอยู่ครับ



ธงชาติอเมริกา มีติดอยู่แทบทุกที่...



ออกจาก Lompoc ขี่ขึ้นเหนือกันต่อ มี Street Glide ขี่ผ่านหน้าไป 1 คัน HD ที่นี่จะเสียงดังแทบทุกคันครับตำรวจไม่จับ แต่ถ้าขี่รถญี่ปุ่นแล้วเสียงดัง โดนจับ ถ้าถามตำรวจว่าทำไม HD เสียงดังไม่โดนอ่ะ จะได้รับคำตอบว่า ก็ Harley เขา Made In USA อันนี้เป็นประสบการณ์จริงจาก พี่กบ แห่ง Long Beach ครับ


ยังไม่รู้สึกตัว ยังอุตส่าห์หาเรื่องโฉบไปขี่เลียบชายทะเลทั้ง ๆ ที่ตอนนี้บ่าย 2 กว่าเข้าไปแล้ว



BMW ผ่านหน้าไป 1 คัน ไม่ค่อยมีให้เห็นเท่าไหร่ครับ


สาย 1 จะเป็นทางเล็กใช้ความเร็วได้ไม่มาก แต่วิวจะสวยกว่าเส้นด้านนอก


ในที่สุดก็เริ่มคิดได้ว่า คืนนี้คงจะไม่ถึง San Francisco แหง๋ ๆ ถ้ามัวแต่ขี่อยู่เส้นเล็ก ก็เลยเบี่ยงออกมาวิ่งเส้น 101 แทน
.....

...

แต่สายไปเสียแล้ว...

 


บรรยากาศต้นมะพร้าวของ California แต่ไม่ยักกะเห็นลิงคอยเก็บมะพร้าวแฮะ


ระหว่างทางที่ขี่ไป จะมีรถ Vintage กับ Hot Rod ขับอยู่เป็นระยะ เพิ่งมารู้ตอนเย็นว่าเขามีงาน Vintage Car กันที่ Monterey


ป้ายบอก Speed Limit จะมีปักอยู่ตลอดเส้นทาง แถวนี้วิ่งได้แค่ 55 MPH หรือ 90 กิโลเมตร/ ชั่วโมง หลับกันพอดี


แต่รถมอเตอร์ไซค์ได้รับสิทธิพิเศษ ขี่เกิน Speed Limit ได้ไม่โดนจับ เลยขอซัก 68 MPH พอ...



ขี่ ๆ อยู่เจอหน้ากากอีกคันขี่แซงซ้ายขึ้นหน้าไป เสียงดังสนั่นถนน ถ้าคนขี่ HD ด้วยกัน เวลาขี่ผ่านเขาจะยกมือทักกันทุกคนครับ


Chevrolet Corvette เห็นแล้วอยากลองขับดูซักที พื้นถนนปะซะจนแทบจะกลายเป็นตาราง


ระหว่างทางก็จะมีขบวนนักเดินทางหลากหลายรูปแบบ... อันนี้เป็นไบเกอร์สาวผมทอง ขี่ Sportster 1200C ตัวขนาดนี้ ผมว่าขี่ Touring เลยก็ยังได้นะเนี่ย


มากับคุณพี่คันนี้ ขี่รถอะไรดูไม่ออก แต่กระเป๋ามีโลโก้ HD แถมบรรทุกมาซะเพียบเลย



กลุ่มนี้มากัน 3 คัน มีรถแนว Adventure ติดมาด้วยครับ



ส่วนคันนี้เป็น Hot Rod ดูไม่ออกว่าเป็นรถอะไร แต่เจ๋งจริง ๆ ครับ


รถบรรทุกก็ไม่ยอมน้อยหน้า... เพ้นท์สีหน้ารถเป็นลายเพลิงเหมือนกัน


พวกอเมริกัน เขาเป็นลูกอีช่างขน... ขนาดขับรถบ้านแล้ว ก็ยังพ่วงเอารถยนต์ลากไปด้วยอีกคัน รถ SUV สีขาวนั่นแหละครับ ต่อเหล็กพ่วงเกาะท้ายไปด้วยเลย


แวะเติมน้ำมันกันหน่อย... มีให้เลือก 87, 89 และ 91 ทาง Eagle Rider บอกว่าให้เติม 91 ก็เติมตามเขาบอกครับ
ค่าน้ำมันที่นี่ราคาไม่แพงครับ ลิตรละ 24 บาท เวลาเติม ถ้ามีบัตร Debit หรือ Credit ของที่นี่ก็เสียบบัตรแล้วเติมได้เลย แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวใช้บัตรนอก ก็ต้องเดินเข้าไปในร้าน ให้บัตรเครดิตเอาไว้ บอกว่า "Full Tank" แล้วค่อยออกมาเติมครับ


เติมไปทั้งหมด 13.95 เหรียญ แค่ 4 ร้อยกว่าบาทเอง... หัวจ่ายน้ำมันที่นี่จะต้องเสียบให้ยางครอบปิดรูเติมน้ำมันให้สนิท ถึงจะจ่ายน้ำมันครับ ไอ้เราก็กดตั้งนานไม่ยักกะออก จนคนในร้านต้องเดินออกมาช่วยเติมให้


แวะเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ห้องน้ำที่นี่ก็เหมือนกัน จะเข้าแต่ละทีต้องเดินไปขอกุญแจจากเคาเตอร์ ไม่ได้เปิดให้ใช้บริการกันง่าย ๆ นะครับ



ระหว่างยืนกินน้ำอยู่ที่ปั๊ม ก็มีรถคันนี้เข้ามาเติม Vintage Hot Rod ของแท้...



หมดเวลาโอ้เอ้... ออกเดินทางต่อได้แล้ว... แดดเริ่มโรยลงเรื่อย ๆ ครับ แต่ก็ยังแรงอยู่ ตอนนี้เกือบ ๆ 6 โมงเย็น ถ่ายเงาตัวเองเพื่อเอามายืนยันกับเมียว่าไม่มีคนซ้อนท้าย


รถบ้านมีให้เห็นตลอดทาง คันนี้เอา Scooter มัดติดท้ายรถไปด้วย


เข้าเขตภูเขาทางเหนือ เริ่มรู้ซี้งว่าอย่าล้อเล่นกับหน่วยไมล์ เวลา ขี่บ้านเราเห็นป้ายบอกว่า 200 กิโลเมตร โอ้ย! สบาย แป๊ปเดียวก็ถึง... แต่พอมาเป็นหน่วยไมล์ มันกลายเป็นคูณด้วย 1.6 กว่าจะผ่านไปแต่ละไมล์ นานกว่าเดิมเป็นครึ่งเลยกะเวลาผิดหมดครับ



ภูเขาแถวนี้มันดูแปลกตาดีจริง ๆ


แดดเริ่มโรยลงเรื่อย ๆ อากาศก็เริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ


กดดู GPS ตอนนี้ยังห่างจาก San Francisco อยู่ประมาณ 200 ไมล์ ชักเริ่มท้อแฮะ


แวะปั๊มใส่เสื้อเพิ่มซักหน่อย เสื้อหนังตัวนี้มันไม่ช่วยอะไรเลย... ยิ่งเข้าใกล้ San Fran ยิ่งหนาว... ตอนนี้อุณหภูมิประมาณ 14 องศา เกือบ ๆ 2 ทุ่ม กับระยะทางที่ยังเหลืออีก 200 ไมล์



ขี่ลุยมาต่อ มองฟ้าด้านหน้าเริ่มเห็นท่าไม่ดี ทำไมมันดำอย่างงี้หว่า... อากาศหนาวไม่กลัว แต่ถ้าโดนฝนเข้าไปนี่ซวยเลย เพราะมีกางเกงแค่ตัวเดียว เลยขอจอดแวะตั้งหลักกันก่อน



แวะบิดขี้เกียจกับวางแผนการเดินทางซะหน่อย มุดเข้ามาถนนเส้นไหนก็ไม่รู้ มันเปลี่ยว ๆ บรรยากาศมันวังเวงชอบกล



ต้นเหตุของความวังเวงรออยู่ด้านขวามือ... มีที่จอดตั้งเยอะ ดันมาจอดอยู่หน้าสุสาน มิน่าทำไมมันไม่มีบ้านคนอยู่เลย


พอเริ่มมืด อากาศก็ยิ่งหนาวจนต้องเอามือผิงเครื่องตอนขี่ เข้าเขต Moterey จะมีละอองน้ำบินมาเกาะอยู่ที่ชิลด์หน้าตลอดเวลา อันนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้เราเห็นเมฆดำลอยอยู่ด้านหน้าเมื่อตอนหัวค่ำ จนนึกว่ามีฝนตกครับ

ทนขี่มาได้ซัก 50 ไมล์ Jet Lag เริ่มออกอาการ มันง่วง ๆ งง ๆ อยากหาที่นอน แวะพักข้างทางอีกที เอาไงดีหว่า
จ่ายเงินค่าห้องที่ Oakland ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ขืนขี่ต่อไปอีก 150 ไมล์ สงสัยได้นอนยาวอยู่บนถนนแหง๋ ๆ เลยหาที่นอนเอาแถวนี้ดีกว่า



เมือง ที่ใกล้ที่สุดคือ Gilroy ผ่านเข้าเมืองมาจะเห็นป้ายว่า Garlic City เมืองแห่งกระเทียม... กลิ่นกระเทียมอบอวลไปทั้งเมืองสมชื่อจริง ๆ


แวะเข้าแวะออกหาที่นอนอยู่ 5 ที่ จนในที่สุดมาได้ที่ American Best Value เพราะงาน Vintage Car ที่ Monterey ทำให้คนล้นมาจนถึง Gilroy


ห้องพักแสนสบาย จอดรถได้ที่หน้าห้องเลย โรงแรมแบบนี้ผมว่านอนสบายกว่าโรงแรมหรู ๆ 5 ดาวใน Vegas ซะอีก เพราะไม่ต้องแบกสัมภาระ ไปต่อคิว Check-in เดี๋ยวตอนท้ายได้ชมภาพครับ


ได้ห้องพักเรียบร้อยก็มากินมื้อค่ำตอน 4 ทุ่ม ให้รางวัลกับตัวเองที่ขี่มาจนถึง Gilroy ด้วย Rib Eye Steak เนื้อ Premium ซักชิ้น


กินอิ่ม ก็เริ่มง่วงนอนพอดี... จบวันที่สองในอเมริกา ที่ Gilroy เมืองเล็ก ๆ แต่คนใจกว้างครับ


 
 

 

Share   Like 2
Comments  
Posted by SpeedDogZ
Date: 2011.11.07
"มากับคุณพี่คันนี้ ขี่รถอะไรดูไม่ออก แต่กระเป๋ามีโลโก้ HD แถมบรรทุกมาซะเพียบเลย"
ในรูปนี้...เป็น Honda Shadow VT1100C ครับ
ดูจากฝาปิดปั๊มครัชข้างเท้าซ้ายน่าจะเป็นตัว Spirit ครับ