A-C-01<br>Expired::
A-C-02<br>Expired::
A-C-03<br>Expired::
 
[Trip Reviews]
 
HDP ตะลุยยุโรป 2011 ตอนที่ 4
By Lee
DATE: 2011.10.10
VIEW: 2557
POST: 1
 



เริ่มเดินทางกันต่อในวันที่ 4 ของทริปตะลุยยุโรปครับ เส้นทางของวันนี้ ช่วงเช้าไปเที่ยวชม Eagles Nest บ้านพักตากอากาศของจอมเผด็จการ Hitler ที่อยู่บนยอดเขาสูงในเขตประเทศเยอรมัน ส่วนช่วงบ่ายค่อยขี่ไปพักกันที่เมือง Gmunden ใน Austria ครับ
 

 


 

เช้าวันอังคารที่ 17 พฤษภาคม อาการแจ่มใส ขึ้นมาที่ร้านอาหารของโรงแรมบนชั้นดาดฟ้า จะมองเห็นเมืองเก่าและปราสาทของ Salzburg ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามครับ



 

อาหารเช้าวันนี้ ครัวซองต์กับตับบด ยังอร่อยถูกปากเหมือนเดิม



 

พอเวลา 8.30 น. ปุ๊ป ทุกคนก็จะมารวมตัวกันเพื่อประชุมเส้นทางของวัน วันนี้ประชุมกันบนดาดฟ้าของโรงแรมพร้อมกับวิวสวย ๆ เป็น Background



 

แดดแรงดีจริง ๆ ครับ แรงซะจนเริ่มจะร้อน สงสัยจะเริ่มชินกับอากาศซะแล้ว



 

Marko และ Hans สองไกด์ทัวร์คู่หู เริ่มบรรยายเส้นทางของวันนี้



 

แดดแรงซะจนป้า Linz กับลุง Mike เหงื่อเริ่มออกจนต้องใส่เสื้อยืดแค่ตัวเดียว ก็อลาสก้าเขาหนาวกว่าที่นี่นี่ครับ



 

ก่อนออกเดินทาง ชักรูปเอาไว้เป็นที่ระลึกกันซักหน่อย



 

โรงแรมใน Salzburg ชื่อว่า Hotel Stein ครับ อยู่ติดริมถนนไม่มีที่จอดรถในตึก เลยต้องเดินไปที่ลานจอดห่างไปประมาณ 500 เมตร



 

ระหว่างรอพี่จุ๊บอยู่หน้าโรงแรม ถ่ายรูปตัวเองเล่นดีกว่า



 

แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นรถทหารหุ้มเกราะ ว่าจะถ่ายรถหุ้มเกราะชัด ๆ แต่เจ้าคันที่วิ่งตามมาน่าสนใจกว่า เลยต้องเบนกล้องต่อไปอีกหน่อย



 

Sportster วิ่งโผล่ออกมาคันเดียวโดด ๆ นาน ๆ จะเห็น HD ที่นี่ครับ



 

ระหว่างเดินไปเอารถมอเตอร์ไซค์ คันนี้ทะเบียน 7777 ซะด้วย นึกว่ารถของพี่บั๊ดซะอีก



 

ณ ลานจอดรถของ Hotel Stein รถเซอร์วิสของ Edelweiss ที่ทำหน้าที่บรรทุกสัมภาระ, ขนอาหารสำหรับปิ๊กนิค มีทัวร์ให้เลือกทั่วโลก ตามสติ๊กเกอร์ติดรถเลยครับ



 

เจ้า Black Multi Strada จอดรถให้บริการนำเที่ยวยุโรป ดวงสมพงษ์กันกับสีดำจริง ๆ ปกติ Ducati จะมีสีแดงแซม แต่เหมือนกับรู้ เตรียมสีดำล้วนเอาไว้ให้เลย



 

รอติดไฟแดงเป็นแถวยาว เริ่มรู้สึกเป็นเรื่องปกติแล้วครับ



 

มองไปด้านข้างระหว่างติดไฟแดง Peugeot Scooter มาจอดเทียบอยู่ข้าง ๆ นาน ๆ จะได้เห็นที



 

ออกจากตัวเมือง Salzburg วิ่งลงไปทางทิศใต้



 

พื้นดินสีเขียว ตัดกับทิวเขาสูงที่มีหิมะคลุมเป็นสีขาว สวยจริง ๆ



 

เทือกเขาสูงของทริปนี้เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วครับ หลังจากนี้ไปจะต้องวิ่งขึ้นเขาซะจนมึนกันไปเลย



 

และแล้ว Marko ผู้นำทริปของวันนี้ก็เหมือนจะรู้ใจ แวะพักที่ HD of Salzburg ให้มาสำรวจร้าน Harley ของที่นี่กันบ้างครับ



 

ทำเลของร้านนี้มีเทือกเขาอยู่ด้านหลังซะด้วย



 

เดินเข้ามาภายในร้าน HD เหมือนมันคุ้นเคยยังไงไม่รู้ จนพี่จุ๊บหันไปบอกลูกทัวร์คนอื่นว่า "I feel comfortable here."



 

Sportster คันนี้ดูแปลกตาดีครับ พอใส่บังโคลนปิดตูดแบบนี้แล้ว ดูขัด ๆ ยังไงชอบกล



 

ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เห็น Zero Engineering ที่ Salzburg แถมอยู่ในร้าน Harley ซะด้วย ใจกว้างอย่างนี้น่าจะขยายสาขามาเปิดที่เมืองไทยซักแห่ง



 

เสื้อผ้า – เครื่องแต่งกายมีพอสมควรครับ แต่ไม่ได้มากเหมือนกับที่ Munich เดี๋ยววันสุดท้ายจะพาไปเยี่ยมชมกัน





 

หัวเข็มขัดก็มีให้เลือกชอปกันครับ



 

รีบชอป รีบจ่ายกันครับ อุตส่าห์ได้มาร้าน HD ทั้งที ดันให้เวลาแค่ 15 นาที โธ่... ยังสำรวจไม่ทั่วเลย



 

เหลือบมาเห็นหมวกของ Ruby สุดยอดหมวกสำหรับแนว Jet แล้วราคานะครับที่สุดยอด...



 

เจ้า Ruby เป็นหมวกที่ดีไซน์เนอร์ชาวฝรั่งเศส Jerôme Coste เป็นผู้ออกแบบ หรูหรา มีระดับ ราคาประมาณ 700 ยูโร เองครับ ว่าแล้วก็ใส่หมวกใบละ 700 บาท ของเราต่อไป



 

เข้ามาแค่ไม่ถึง 20 นาที พี่เปรียวโดนไปร่วมร้อยยูโร นี่ถ้าพาไปเข้าร้าน BMW คงประหยัดเงินได้เยอะเลย



 

ออกมาข้างนอกเจอเจ้า Street Bob ใส่ท่อ Penzl Bike ไม่ค่อยได้เห็นในบ้านเรา ดูแปลกตาดีครับ


สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ทุกครั้งเวลาแวะเข้าไปที่ร้าน HD คือ เพื่อน ๆ นักขี่ท้องถิ่นจะทักทาย และพร้อมที่จะพูดคุยกับเราเสมอ ที่ Salzburg ก็เช่นเดียวกัน ผมไปด้อม ๆ มอง ๆ เจ้า Ruby ที่วางโชว์อยู่ ไบเกอร์ท้องถิ่นก็เดินเข้ามาบอกว่า ของเขาก็มี ลองใส่ดูไหม ว่าแล้วก็ยื่นหมวกมาให้ผมลองใส่ซะเฉย ๆ แถมตอนออกจากร้าน พอขึ้นรถก็ยังเดินออกมาโบกมือให้อีก อันนี้เป็น Character ส่วนตัวของไบเกอร์ชาว HD ทั่วโลกจริง ๆ ครับ 


 

ออกเดินทางกันต่อครับ ลูกทัวร์คนอื้นเขาออกมารอกันด้านนอกหมดแล้ว เหลือแต่ 3 ไบเกอร์ชาวไทย มัวแต่ซื้อของในร้าน HD กันอยู่



 

ผมว่ามันน่าจะเป็นท้องนานะ ปลูกข้าวเอาไว้ทำเบียร์ละมั้ง



 

วิ่งย้อนกลับมาเยอรมันนิดนึงครับ เพราะ Eagles Nest อยู่ในประเทศเยอรมัน



  ถนนที่วิ่งตลอดทริป จะเป็นถนนขนาดเล็ก หลีกเลี่ยงการวิ่งขึ้น Highway หรือ Auto Bahn เพราะการจราจรหนาแน่น แถมวิ่งกันเร็วจี๋



 

วิ่งเลียบแม่น้ำ น้ำใสปิ๊ง เพราะเป็นน้ำที่ละลายมาจากน้ำแข็งบนภูเขา



 

ถนนเรียบเนียน ทิ้งโค้งกันสนุก แต่ต้องระวังกรวดบนพื้นถนนเป็นบางช่วง เพราะเพิ่งจะผ่านหน้าหนาวมาครับ



 

มุดสะพานที่จะขึ้นไปยอดเขา Eagles Nest ครับ



 

มาถึงบริเวณจุดจอดรถทัวร์ บรรดานักท่องเที่ยวมารอขึ้นรถทัวร์กันเพียบ



 

รถทัวร์ออกทุก ๆ 30 นาที เพราะทางขึ้น - ลง ใช้ทางเดียวกัน สวนกันไม่ได้ เลยขึ้นกันเป็นขบวนประมาณ 3 - 4 คัน



 

ซื้อตั๋วกันเป็นรอบ ๆ ไม่มีตั๋วยืนนะครับ เห็นเต็มคันอย่างนี้ แถมขึ้นทางชัน แต่รถของที่นี่วิ่งกันปรู๊ดปร๊าด น่าจะทดเกียร์ไว้สำหรับทางอย่างนี้มาโดยเฉพาะครับ



 

ค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาเรื่อย ๆ



 

ถ้าคนที่ไม่ชอบความสูงอาจมีเสียวได้ครับ เพราะหน้าต่างบานใหญ่ ที่นั่งสูงโด่ง กับราวกั้นเตี้ย ๆ ข้างทาง มองลงไปแล้ว เหวอดีเหมือนกัน ถ้าคนขับเผลอแหกโค้งซักหน่อย คงลงไปเจอกันที่จุดจอดรถบัสเลยครับ



 

ตามพื้นที่ราบระหว่างหุบเขา จะมีหมู่บ้านตั้งอยู่ครับ ถ้ามาหน้าหนาวคงขาวโพลนไปหมดแน่ ๆ



 

ถึงยอด Eagles Nest แล้วครับ รถบัสจะจอดที่ลานด้านหน้า แล้วต้องเดินผ่านอุโมงค์ยาวประมาณ 200 เมตร เข้าไปขึ้นลิฟท์ด้านใน ถ้าเป็นสมัยสงคราม มีคนพยายามบุกเข้าในอุโมงค์นี้ คงเจอลูกปืนเต็ม ๆ เพราะไม่มีที่ให้หลบกันเลย



 

ออกมาที่บ้านพักตากอากาศของ Hitler ด้านบนหิมะยังคลุมหนาอยู่เลยครับ ฝากรอยเท้าเอาไว้หน่อย



  ขึ้นมาถึงยอดเรียบร้อย พี่จุ๊บถ่ายรูปคู่กับไม้กางเขนที่มีดอก Edelweiss ติดอยู่



 

เห็นหิมะคลุมซะหนาขนาดนี้ แต่พอเดินขึ้นมาถึงยอดก็เหงื่อซึม หายใจกันแทบไม่ทัน เพราะอากาศบาง ความกดอากาศต่ำ ต้องถอดเสื้อกันหนาวออก ใส่แค่เสื้อยืดตัวเดียวกำลังสบายครับ



  เพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่วัน อ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นเยอะเลย...



 

และแล้ว HDP ก็ขึ้นมาถึงยอดเขา Eagles Nest เป็นที่เรียบร้อย



 

สติ๊กเกอร์ Lone Dog No Club เหลือติดกระเป๋าอยู่อันสุดท้าย พี่จุ๊บเลยขอไปติดหมวกใบใหม่ซะเลย



 

ด้านล่างคือ บ้านพักตากอากาศของ Hitler ครับ ขากลับถ้าลื่นกลิ้งลงไป คงได้ไปอยู่กับ Hitler อีกคนแหง๋ ๆ ขึ้นมาอยู่บนยอดเขา หิมะคลุม อากาศหนาว ๆ มันเรียกว่า ตากอากาศตรงไหนเนี้ย!! ถ้าได้ไปเห็นชายทะเลภาคใต้บ้านเรา Hitler คงเลิกบุกยึดยุโรปแน่ ๆ แต่หันมายึดเมืองไทยแทน



 

อาหารมื้อเที่ยงบนยอดเขา Eagles Nest
Spaghetti with Mushroom Cream อร่อยกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ ไม่รู้ว่าหิวหรือเปล่า



 

นั่งกินบนยอดเขา บรรยากาศดีมาก ๆ



 

มีภาพเก่าในช่วงการก่อสร้างติดไว้ให้ชมด้วยครับ ถ้าจำไม่ผิด ในปี 1939 ที่นี่ถูกมอบให้เป็นของขวัญแด่ Hitler ในวันเกิด แต่ Hitler ไม่ค่อยชอบที่สูง เลยขึ้นมาบนนี้เพียงไม่กี่ครั้ง



 

กว่าจะก่อสร้างทางขึ้นมาได้คงลำบากน่าดู ขนาดนั่งรถบัสขึ้นมาเฉย ๆ ยังรู้สึกว่ายากเลย ช่างสรรหากันดีแท้



 

แล้วก็ถึงเวลาลงจากยอดเขา กลับมาสู่ยานพาหนะสองล้อเหมือนเดิม ชักเริ่มติดใจเจ้านี่แล้วครับ ขี่ดีกว่าที่คิดไว้เยอะ เวลาแรง ก็แรงแบบกระชากวิญญาณ แต่ถ้าจะขี่แบบสบาย ๆ ก็ทำได้แบบไม่ขัดเขิน แต่ราคาที่ขายในบ้านเรา เห็นแล้วทำใจไม่ได้ กับค่าตัวกว่า 1.2M  ไปซื้อ CVO ดีกว่า



 

ออกเดินทางกันต่อครับ ช่วงบ่ายวิ่งผ่านถนนที่ต้องจ่ายค่าผ่านทาง



คล้าย ๆ กับว่าเป็นอุทยานป่าไม้อะไรซักอย่าง



ลัดเลาะไปตามภูเขา แต่ถนนเขาดีจริง ๆ



วิวข้างทางจะเห็นเป็นหุบเขาขนาดใหญ่อยู่ด้านล่าง มองข้ามไปก็จะเห็นเทือกเขาอื่น ๆ ของ Alps



วิวคล้าย ๆ กับเขาค้อ แต่ของที่นี่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาจริง ๆ



ยอดเขาแต่ละยอดจะมีหิมะคลุมอยู่ครับ อากาศดี ไม่เย็นจนเกินไป น่าจะประมาณ 17 องศา



 

เวลาขี่เข้าโค้งทางเลนขวาแล้วรู้สึกเหวอทุกที มันไม่ค่อยคุ้นครับ ปกติเวลาขี่ที่บ้านเราจะชิดไปทางด้านซ้าย เพื่อที่จะได้ห่างจากรถที่สวนมา แต่มาที่นี่ พอเผลอชิดไปด้านซ้ายทีไร รถที่สวนเกือบคาบเอาไปกินทุกที



มีถนนเล็ก ๆ อยู่ช่วงหนึ่ง ผมขี่ชิดซ้ายมาเรื่อย ๆ รถที่สวนมาก็ขี่ตรงเข้าหาเรื่อย ๆ ในใจก็คิดว่าทำไมมันขี่สวนเข้ามาวะ หลบไปซักทีดิ มานึกดูอีกที เราขี่สวนเลนเค้านี่หว่า โดนฝรั่งมองหน้าเลย



ผ่านเมืองในประเทศออสเตรีย



ขี่มาตั้งแต่ออกจาก Erding ยังไม่ได้เติมน้ำมันเลย มาถึงเมืองนี้เลยแวะเติมกันซักรอบ



งวดนี้หมดไป 18.95 EUR ประมาณ 800 ร้อยกว่าบาทครับ เจ้า MS บริโภคน้ำมันมากกว่า GS ประมาณ 15% ก็รถมันแรงกว่าเห็น ๆ



เติมเสร็จก็จอดรถทิ้งไว้ที่หัวจ่ายนั่นแหละ แล้วค่อยเดินเข้ามาจ่ายเงินด้านใน บอกหมายเลขหัวจ่าย แล้วจะจ่ายเป็นเงินสด หรือบัตรเครดิตก็ได้ครับ ลองมานึกดูว่า ถ้าเป็นบ้านเรา ป่านนี้ปั๊มน้ำมันคงเจ๊งกันหมด เพราะคงไม่มีใครเดินเข้าไปจ่ายเงิน ส่วนคนเติมก็คงรอคิวกันยาวซัก 3 กิโล เพราะขนาดมีเด็กปั๊มคอยเติม คอยเก็บเงิน บางปั๊มยังบริการไม่ทันกันเลย



แผงขายหนังสือในปั๊ม มีหนังสือมอเตอร์ไซค์วางอยู่หลายเล่ม ที่นี่เค้านิยมขี่มอเตอร์ไซค์กันจริง ๆ



 

เสร็จเรียบร้อย น้ำมันพร้อม คนพร้อม ก็ออกเดินทางกันต่อได้



วิ่งผ่านหุบเขากันต่อ



คนนำทางเขาเลือกเส้นทางแบบไม่ค่อยมีรถวิ่งกันครับ จะได้ปลอดภัยเหมาะสำหรับผู้สูงวัยที่ร่วมทริป



แล้วก็มาถึงจุดแวะพักช่วงบ่าย เป็นลานสกีขนาดใหญ่ อยู่กลางหุบเขาพอดี ถ้ามาหน้าสกี ที่นี่คงเต็มไปด้วยหิมะ กับคนมาเล่นสกีกันเพียบแน่ ๆ



หยุดทุกที่เป็นต้องกินทุกครั้ง มาคราวนี้เจอชุดใหญ่ เมนูขนมของหวานพื้นเมืองของ Austria จัดลงถาดมาให้เลือกตามอัธยาศัย



ผมหยิบก้อนนี้ออกมา ด้านในเป็นลูก Peach มั้งครับ แล้วค่อยราดซอสครีมวานิลา อร่อยทุกอย่างเลย



 

ชื่อของร้านอาหารครับ Post Alm เผื่อท่านใดจะแวะมานั่งกินขนมกันบ้าง



กาแฟ + ขนม อิ่มกำลังดีสำหรับช่วงบ่าย ก็เตรียมตัวออกเดินทางกันต่อ



ขี่ Ducati แต่ใส่หมวก Jet  ขัดกันดีจริง ๆ ตอนขึ้น Auto Bahn ทำความเร็วแค่ 160 หมวกสั่นจนแทบหลุด เหมาะกับเจ้า Black Springer เท่านั้นครับ



วิ่งผ่านกันกลางหุบเขา ริมลำธารครับ



ขี่ตามกันเป็นแถวยาว บางทีเจอรถคันอื่นที่แซงขึ้นหน้าไป เห็นแล้วอยากขึ้นตาม แต่กลัวหลงทางครับ แถมมารยาทการขับขี่เป็นกลุ่มก็ไม่ควรแซงขึ้นหน้าในขบวนเดียวกัน แต่ถ้าใครอยากขี่แบบกลุ่มย่อยกันเอง ก็ทำได้ครับ อย่างกลุ่มที่มาจาก Louisiana เค้าลุยของเค้าเอง 3 คัน พอตกเย็นก็ค่อยไปเจอกันที่โรงแรม ลุง Martin เขาถามว่า ทำไมรู้เส้นทางแล้วไม่เช่ารถขี่เอาเอง ประหยัดกว่าตั้งเยอะ แก๊งค์ Louisiana เขาตอบว่า มันเป็นทริปวันหยุดของเขา ถ้าเขาต้องมาเสียเวลาเรื่องเตรียมรถ, เตรียมที่พัก, เตรียมเส้นทาง เขาอาจจะเสียเวลากับเรื่องไม่จำเป็นอีกเยอะ มาอย่างนี้สบายกว่า อืมม... ถ้าเป็นที่ยุโรปก็คงเป็นอย่างนั้น แต่เป็น US ผมเช่าขี่เองแน่นอน



วิ่งผ่านโรงไม้ บางที่ลำใหญ่กว่านี้อีกนะครับ เขาตัดตามโควตา แล้วก็ปลูกทดแทน ถึงได้มีป่าเขียวเต็มไปหมด
ส่วนของบ้านเรา ตัดอย่างเดียว ปลูกทำไมเสียเวลา กว่าจะโตตั้งหลายปี มันถึงได้โกร๋นกันไปหมดอย่างตอนนี้




 

ทุ่งหญ้า ทุ่งดอกไม้ ตามชนบทของที่นี่ ถ้ามากับทัวร์ทั่วไป คงไม่ได้มาสัมผัสใกล้ชิดถึงขนาดนี้หรอกครับ คงเจอแต่ทัวร์ชะโงก นั่งบนรถทัวร์วิ่งผ่าน Auto Bahn อย่างเดียว



แล้วเราก็กลับมาวิ่งถนนใหญ่กันอีกครั้ง



มีป้ายระวังกวางข้ามถนนซะด้วย แต่ไม่เห็นตัวจริงนะครับ เห็นแต่ตัว Wombat วิ่งข้ามถนนบนภูเขาครั้งเดียว



อุโมงค์เจาะทะลุภูเขา เป็นเรื่องธรรมดาของที่นี่  อุโมงค์ที่ยาวที่สุดมุดเข้าไปร่วม 5 นาที สร้างกันไปได้ยังไง



จะพบปัญหานิดหน่อยตอนมุดเข้ามันมืด แว่นดำที่ใส่ก็ยิ่งทำให้มองไม่เห็นทาง พอจะออกจากอุโมงค์ ด้านนอกก็สว่างกว่า ปรับสายตาไม่ค่อยจะทันครับ



เข้าเขตเมือง Gmunden ของ Austria แล้ว



เป็นเมืองที่อยู่ติดกับทะเลสาบ Traunsee ครับ



 

วิ่งถนนเลียบทะเลสาบ จะมีอุโมงค์ที่ตัดผ่าภูเขาเป็นช่วง ๆ



อุโมงค์แบบนี้น่าจะเอาไว้กันหินถล่มมากกว่า



แล้วก็มุดเข้าอุโมงค์กันอีกรอบ



โผล่ออกมาจะเจอกับภูเขาหินฝั่งตรงข้าม ตรงนี้ต้องจอดถ่ายรูปกันหน่อยครับ



หันกลับไปดูอุโมงค์ที่เพิ่งจะผ่านกันออกมา



ภาพจากระเบียงห้องพักครับ วิวของที่นี่ ให้เต็ม 10 เลยครับ แต่เสียดายที่ตัวโรงแรมเก่าไปหน่อย เพราะเป็นโรงแรมที่ผ่านจากยุคสงครามโลก โดยไม่ได้ถูกทำลาย พี่เปียวอยู่ชั้นบนสุด เดินขึ้นห้องตอนดึก ๆ มีเสียวสันหลังวาบครับ



มองออกไปที่ทะเลสาบ สวยจริง ๆ ครั้งหน้าต้องพาคุณภรรยา มา Honey Moon ซักครั้ง



 

มองลงไปด้านล่าง เจอลานจอดรถพอดี



มื้อเย็นของวันนี้ มานั่งร่วมโต๊ะกับแก๊งค์นักบิดจาก Louisiana ครับ ลุง Rick, David แล้วก็ลุง Joe บวกด้วย Marko ไกด์ชาวเยอรมัน



อาหารเย็นคือ สเต๊กเนื้อหมู กับมันฝรั่ง อร่อยมากอีกแล้ว



ตามมาด้วย Apple Strudel ราดครีมวานิลาและมูส พร้อมกับสตรอเบอร์รีสดคิดแล้วน้ำลายไหล


อาหารที่ Gmunden หรือส่วนใหญ่ใน Austria จะไม่สุดโต่งเหมือนกับทาง Munich ครับ รสชาติกลมกล่อมกำลังดี แต่ที่มิวนิค จะเค็มจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด


เสร็จจากมื้อค่ำ เลยแวะมาที่ Pub เล็ก ๆ ใกล้ ๆ โรงแรม เมื่อตอนเย็นเดินผ่าน พี่เปรียวเห็นมีธงชาติไทยติดเอาไว้เลยแวะมาหาเบียร์ดื่มกันหน่อยครับ




ร้านชื่อ Pin's Thai-Imbiss อยู่ในเมือง Gmunden, Austria ถ้าใครมาพักที่ Hotel Swan ก็เดินย้อนมาที่สามแยกก็จะเห็นร้านนี้อยู่บนมุมถนนพอดี




พี่พินเจ้าของร้าน น่ารัก อัธยาศัยดี มาอยู่ที่ Austria ได้สิบปีแล้วครับ คุยไปคุยมา เป็นคนบ้านเดียวกับพี่เปรียว เลยเลี้ยง Shot ซะเลย



เห็นเหงา ๆ เลยเปิด HD-Playground ทิ้งเอาไว้ที่ร้าน เผื่อได้อัพเดทข่าวสารจากเมืองไทย แวะเข้ามาทักทายกันบ้างนะครับพี่



ดื่มกันนิดหน่อย ก็ได้เวลาเดินกลับมาที่พัก ลากยาวเหมือนเมืองไทยไม่ได้ครับ เขานัดเวลากันเป๊ะตอนเช้าของทุกวัน บรรยากาศตอนกลางคืนหน้าโรงแรม วังเวงดีไหมครับ



บรรยากาศอย่างนี้แหละครับที่ทำให้พี่เปรียวเสียววาบตอนเดินขึ้นชั้นบนคนเดียว ส่วนผมอยู่ชั้น 2 รอดตัวไป



แล้วก็จบการเดินทางของวันที่ 4 ในยุโรป เดี๋ยววันถัดไปจะเข้าสู่ดินแดนแห่งไบเกอร์ของ Austria แล้วครับ

 

Share   Like 1
Comments  
Posted by lamnarai
Date: 2011.10.10
ปูเสื่อรอตอนต่อไป